รับลงโปรแกรม Windows Xp Windows 7 Office2003 Office2007

ค่าบริการนอกสถานที่เริ่มต้นที่ 400 บาท รับลงโปรแกรม Windows Xp Windows 7 Office2003 Office2007 ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดออกแบบห้องคอมพิวเตอร์ ตามสำนักงาน หรือโรงงาน ดูแลระบบแลนด์ Nekwork ประจำสำนักงาน Office หอพัก อพาร์ทเม้นท์ แมนชั่น เดินสายแลนด์ ตามชั้นต่าง ๆ วางระบบในสำนักงาน และแก้ไขระบบให้ดีกว่าเดิม รวม wifi wireless งานเกี่ยวกับเว็ปไซค์ ดูแลและอัพเดตเว็ป จดทะเบียนโดเมนเนม การอัพโหลดข้อมูลขึ้น Internet TEL. 083 - 792 - 5426

รับจัดทำเว็บไซด์

บริการโปรโมทเว็บไซต์ ด้วย SEO ขั้นตอนการทำ SEO รับข้อมูลของลูกค้า นำมาวิเคราะห์เพื่อหา keyword และวิเคราะห์คู่แข่ง ใช้เวลา 1-2 วัน ปรับปรุงโครงสร้างภายในของเว็บไซต์เพื่อให้ได้ผลดีต่อการ ทำ SEO ใน keyword นั้นๆ ใช้เวลา 7 วัน สร้างลิ้งค์จากภายนอกของเว็บไซต์เพื่อให้ได้ผลดีต่ออันดับ ใช้เวลา 1-3 เดือน ติดตามผล และรายงานลูกค้าเป็นระยะจนได้อันดับตามที่ตกลง ดูแลรักษาอันดับต่ออีก จนครบกำหนด 1 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่ม

Network

www.becomz.com ให้บริการติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network อะไรบ้าง รับออกแบบติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network อย่างง่ายตามงบประมาณที่ท่านมีอยู่ เพื่อให้เกิดประสิทธิ์ภาพสูงสุด ทั้งระบบเครือข่าย LAN, WAN, Network แบบเดินสาย (Wire LAN) และแลนไร้สาย (Wireless LAN) รับออกแบบติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network แบบเต็มรูปแบบทั้งภายในและภายนอกอาคาร ทั้งเป็นการเดินสายภายในอาคารด้วยสาย UTP CAT5, CAT5e, CAT6 ที่จะรองรับเครือข่ายแบบ Giga Bps และสาย Fiber optic เพื่อเชื่อมระหว่างอาคาร พร้อมอุปกรณ์ Bridge เพื่อเพิ่มระยะการใช้งานของระบบเครือข่ายให้กว้างไกลมากขึ้น รับปรับปรุง เครือข่ายที่มีอยู่เดิม จัดเก็บสาย LAN ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยใช้ RACK 19” และ Patch Panel เพื่อทำให้ง่ายและสะดวกในการทำ Maintenance ระบบเครือข่ายต่อไป รับ Upgrade ระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, จากระบบ 10/100 Mbps เป็นระบบ Gbps โดยการจัดเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่าย Switch Router และอุปกรณ์ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้ระบบทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รับปรึกษาดูแล แก้ไข บำรุงรักษา ระบบเครือข่ายของท่านเป็นสัญญารายปี จัดหาอุปกรณ์ Access Point, Wireless, Switch, Manage Switch, ADSL Router, Firewall, Print Server ตั้งแต่สำนักงานขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การทำ Web server จาก Windows XP โดยใช้ ADSL Router Billion 711


โดย ปกติแล้ว การที่เราจะให้คนอื่นสามารถที่จะเข้ามาดูเวบไซท์ของเราได้นั้น เราจะต้องนำเวบไซท์ไปฝากไว้กับผู้ให้บริการ Hosting หรือ Free Hosting ต่างๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน เช่น เครื่องมือที่ใช้ไม่ครบ หรือไม่มี Database ที่ต้องการ เป็นต้น
ปัจจุบัน นี้ เราได้มีการใช้ ADSL อย่างกว้างขวาง ซึ่งข้อดีประการหนึ่งของ ADSL คือ Always on นั่นหมายถึง เราสามารถเชื่อมต่อ ADSL wfhตลอดเวลาโดยไม่ต้องปิดโมเด็มซึ่งเหมือนกับเราเราต่ออยู่กับอินเตอร์เนทอ ยู่ตลอกเวลานั่นเอง
นั่น หมายความว่า ในเมื่อเรามีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ และถ้าเราอยากจะสร้างเวบไซท์ให้คนอื่นสามารถเข้ามาดูเวบของเรา จะทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ จะทำอย่างไร คำตอบอยู่ด้านล่างนี้แล้วครับ
สิ่งที่ต้องเตรียมการ/อุปกรณ์
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ลงระบบปฏิบัติการ Windows 2000,XP,2003 หรือ Linux ก็ได้ (แต่ในตัวอย่างจะเป็น Windows XP Professionl)
2. ADSL Router 1 ตัว Config ให้สามารถเชื่อมต่อกับ Internet เรียบร้อยแล้ว (จากตัวอย่างใช้เป็น ADSL Router Billion 711)
3. ไฟล์ HTML หรือเวบเพจที่เราต้องการจะนำขึ้นสู่สายตาประชาชน
ขั้นตอนการ Config
ไปที่ Start-->Setting -->Control Panel-->Add or remove program
เลือกไปที่ Add/Remove Windows Component
ทำเครื่องหมายที่ Internet Information Services(IIS) จากนั้นกดปุ่ม Next
จากนั้นระบบจะทำการติดตั้ง IIS ลงในเครื่อง ซึ่งจะมีการให้ใส่แผ่นติดตั้ง Windows เพื่อติดตั้งไฟล์บางไฟล์ลงในเครื่อง
เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ให้ลองไปดูที่ Drive C จะเห็นว่า มีโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Inetpub อยู่
เรียกเข้าไปที่ c:-->Inetpub-->wwwroot แล้วนำเวบเพจที่เราต้องการแสดงไปวาง
ทดลองเรียกเวบ โดยเรียกที่ http://localhost ดังรูป จะขี้นเวบที่เราเขียนไว้
ให้เราเปิดเวบไซท์เข้าไปที่ www.no-ip.comเพื่อขอใช้บริการ Dynamic DNS
เมื่อเข้าสู่หน้าเวบแล้วให้กดไปที่ Sign-up free
จะขึ้นหน้าจอให้เราใส่ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลที่สำคัญคือ e-mail adderess และ password จากนั้นให้กดปุ่ม Sign up now
ระบบจะทำการสร้าง Account และส่ง link สำหรับการ Activate ไปให้ทางเมล์
ให้เราเปิดเมล์ที่เราได้ลงทะเบียนไว้ แล้วทำการ Activation ตามเนื้อหาในเมล์ระบุ
เมื่อ Activate แล้ว ให้เรากลับมาที่ www.no-ip.com อีกครั้ง แล้วใส่ e-mail/password และทำการ Login
เลือกไปที่ Add
จะเข้าหน้า add host ให้ใส่ host name และเลือก domain จากนั้น set type ให้เป็น DNS Host (A) จากนั้นเลือก Create Host
จากนั้นจะขึ้นรายละเอียดตามที่เราได้เลือกไว้
จากนั้นให้เลือกไปที่ Download แล้วเลือกที่ windows จากนั้นเลือกไฟล์เพื่อ Download
เลือก Save File ไว้ที่ Desktop
เมื่อ Download เสร็จ จะปรากฏไฟล์บน Desktop
ให้เรียกโปรแกรม ducsetup ขึ้นมา จากนั้นให้เลือก next
เลือกที่จะติดตั้งแล้วเลือก next
เลือก next อีกครั้ง
Finish
จะขึ้นหน้าจอให้เราใส่ E-mail address/password สำหรับใช้งาน เมื่อใส่แล้วให้กด OK
โปรแกรมจะติดต่อกับ Server แล้วดึงชื่อที่เราได้ขอไว้ออกมา
ใส่เครื่องหมายหน้าโดเมนที่เราต้องการใช้งาน
ตั้งระบบเนทเวิร์คในเครื่องโดยไปที่ Start-->setting-->Control panel-->network connection-->local area connection
ไปที่ Internet protocol(TCP/IP)แล้วเลือก properties
ตั้ง IP ให้อยู่ในวงเดียวกับ Router ดังรูป
จากนั้นเปิด browser แล้วเข้าไปที่ router โดยพิมพ์ 192.168.1.254 ใส่ username/password
เลือกไปที่ virtual server
ใส่ค่าดังรูป จากนั้นกดปุ่ม Add this setting
จะปรากฏหน้าจอดังรูป ให้เลือก Save Config
เลือก Submit
จะปรากฏหน้าจอดังรูปให้รอ
จนกระทั่งขึ้นหน้าจอดังรูป เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
สำหรับเครื่องที่มี personal firewall ให้ไปที่ Start-->Setting-->Control Panel-->Windows Firewall
เลือก Turn off
ให้ตรวจสอบค่า WAN ที่ได้จาก Router กับ โปรแกรม No-IP DUC จะต้องตรงกัน ถ้าไม่ตรงให้ปิดโปรแกรม No-IP แล้วเปิดใหม่
ทดลองเข้าจากเครื่องอื่นๆ บน internet จะเห็นว่า สามารภเข้าไปหน้าเวบเพจที่เราตั้งไว้ได้แล้ว

ชนิดของ Hard Disk แบ่งตามการเชื่อมต่อ (Interface

Hard Disk   คือ  อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บได้อย่างถาวรโดยไม่จำเป็นต้องมีไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา  เมื่อปิดเครื่องข้อมูลก็จะไม่สูญหาย ดังนั้น  Hard Disk  จึงถูกจัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บระบบปฏิบัติการ  โปรแกรม  และข้อมูลต่าง  ๆ  เนื่องจาก  Hard Disk  เป็นอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการอัพเกรดทำให้เทคโนโลยี  Hard Disk  ในปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการเลือกซื้อ  Hard Disk   จึงควรคำนึงซึ่งประสิทธิภาพที่จะได้รับจาก  Hard Disk
ส่วนประกอบของ Hard Disk 
1. แขนของหัวอ่าน ( Actuator Arm ) ทำงานร่วมกับ Stepping Motor ในการหมุนแขนของหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม สำหรับการอ่านเขียนข้อมูล โดยมีคอนโทรลเลอร์ ทำหน้าที่แปลคำสั่งที่มาจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เลื่อนหัวอ่านไปยังตำแหน่งที่ต้องการ เพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูล และใช้หัวอ่านในการอ่านข้อมูล ต่อมา Stepping Motor ได้ถูกแทนด้วยVoice Coil ที่สามารถทำงานได้เร็ว และแม่นยำกว่า Stepping Motor
2 . หัวอ่าน ( Head ) เป็นส่วนที่ใช้ในการอ่านเขียนข้อมูล ภายในหัวอ่านมีลักษณะเป็น ขดลวด โดยในการอ่านเขียนข้อมูลคอนโทรลเลอร์  จะนำคำสั่งที่ได้รับมาแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าแล้วป้อนเข้าสู่ขดลวดทำให้เกิดการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็ก ไปเปลี่ยนโครงสร้างของสารแม่เหล็ก ที่ฉาบบนแผ่นดิสก์ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลขึ้น
3. แผ่นจานแม่เหล็ก ( Platters ) มีลักษณะเป็นจานเหล็กกลมๆ ที่เคลือบสารแม่เหล็กวางซ้อนกันหลายๆชั้น (ขึ้นอยู่กับความจุ) และสารแม่เหล็กที่ว่าจะถูกเหนี่ยวนำให้มีสภาวะเป็น 0 และ1 เพื่อจัดเก็บข้อมูล โดยจานแม่เหล็กนี้จะติดกับมอเตอร์ ที่ทำหน้าที่หมุน แผ่นจานเหล็กนี้ ปกติ Hard Disk  แต่ละตัวจะมีแผ่นดิสก์ประมาณ 1-4 แผ่นแต่ละแผ่นก็จะเก็บข้อมูลได้ทั้ง2 ด้าน
4. มอเตอร์หมุนจานแม่เหล็ก ( Spindle Moter ) เป็นมอเตอร์ที่ใช้หมุนของแผ่นแม่เหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อความเร็วใน การหมุน ของ Hard Disk เพราะยิ่งมอเตอร์หมุนเร็วหัวอ่านก็จะเจอข้อมูลที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งความเร็วที่ว่านี้จะวัดกันเป็นรอบต่อนาที ( Rovolution Per Minute หรือย่อว่า RPM ) ถ้าเป็น Hard Disk รุ่นเก่าจะหมุนด้วยความเร็วเพียง3,600รอบต่อนาที ต่อมาพัฒนาเป็น 7,200รอบต่อนาที และปัจจุบันหมุนได้เร็วถึง 10,000รอบต่อนาที การพัฒนาให้ Hard Disk หมุนเร็วจะได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น
5. เคส ( Case ) มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ใช้บรรจุกลไกต่างๆ ภายในแผ่นดิสก์เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการหยิบ จับ และป้องกันฝุ่นละออง
ชนิดของ Hard Disk แบ่งตามการเชื่อมต่อ (Interface)
1. แบบ IDE (Integrate Drive Electronics)
          Hard Disk แบบ IDE เป็นอินเทอร์เฟซรุ่นเก่า ที่มีการเชื่อมต่อโดยใช้สายแพขนาด 40 เส้น โดยสายแพ 1 เส้นสามารถที่จะต่อ Hard Disk  ได้ 2 ตัว บนเมนบอร์ดนั้นจะมีขั้วต่อ IDE อยู่ 2 ขั้วด้วยกัน ทำให้สามารถพ่วงต่อ Hard Disk ได้สูงสุด 4 ตัว ความเร็วสูงสุดในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 8.3 เมกะไบต์/ วินาที สำหรับขนาดความจุก็ยังน้อยอีกด้วย เพียงแค่504 MB


รูปแสดง 
Slot IDE บนแผงวงจร Mainboard
2. แบบ E-IDE (Enhanced Integrated Drive Electronics)
          Hard Disk แบบ E-IDE พัฒนามาจากประเภท IDE ด้วยสายแพขนาด 80 เส้น ผ่านคอนเน็คเตอร์ 40 ขาเช่นเดียวกันกับ IDE ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพ ในการทำงานให้มากขึ้น โดย Hard Disk ที่ทำงานแบบ E-IDE นั้นจะมีขนาดความจุที่สูงกว่า504 MB และความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น โดยสูงถึง 133 เมกะไบต์/ วินาที
วิธีการรับส่งข้อมูลของ Hard Disk แบบ E-IDE แบ่งออกเป็น 2 โหมด คือ  PIO และ DMA
โหมด PIO (Programmed Input Output) เป็นการรับส่งข้อมูลโดยผ่านการประมวลผลของซีพียู คือรับข้อมูลจากHard Disk เข้ามายังซีพียู หรือส่งข้อมูลจากซีพียูไปยัง Hard Disk การทำงานในโหมดนี้จะเน้นการทำงานกับซีพียู  ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลใน Hard Disk  บ่อยครั้งหรือการทำงานหลาย ๆ งานพร้อมกันในเวลาเดียวที่เรียกว่าMultitasking environment โหมด DMA (Direct Memory Access) จะอนุญาตให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ส่งผ่านข้อมูลหรือติดต่อไปยังหน่วยความจำหลัก (RAM) ได้โดยตรงโดยไม่ต้องติดต่อไปที่ซีพียูก่อนเหมือนกระบวนการทำงานปกติ ทำให้ซีพียูจัดการงานได้รวดเร็วขึ้น
3. แบบ SCSI (Small Computer System Interface)
          Hard Disk แบบ SCSI เป็น Hard Disk ที่มีอินเทอร์เฟซที่แตกต่างจาก E-IDE โดย Hard Disk แบบ SCSI จะมีการ์ดสำหรับควบคุมการทำงาน โดยเฉพาะ เรียกว่า การ์ด SCSI สำหรับการ์ด SCSI นี้ สามารถที่จะควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่มีการทำงานแบบ SCSI ได้ถึง 7 ชิ้นอุปกรณ์ ผ่านสายแพรแบบ SCSI อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลของ แบบ SCSIมีความเร็วสูงสุด 320 เมกะไบต์/วินาที  กำลังรอบในการหมุนของจานดิสก์ปัจจุบันแบ่งเป็น 10,000 และ 15,000 รอบต่อนาที ซึ่งมีความเร็วที่มากกว่าประเภท E-IDE  ดังนั้น  Hard Disk แบบ SCSI จะนำมาใช้กับงานด้านเครือข่าย (Server) เท่านั้น
รูปแสดง อุปกรณ์ Hard Disk ที่เป็น SCSI

4. แบบ Serial ATA
          เป็นอินเทอร์เฟซที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เมื่อการเชื่อมต่อในลักษณะParallel ATA หรือ E-IDE เจอทางตันในเรื่องของความเร็วที่มีความเร็วเพียง 133 เมกะไบต์/วินาทีส่วนเทคโนโลยีเชื่อมต่อรูปแบบแบบใหม่ที่เรียกว่า Serial ATA ให้อัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลขั้นแรกสูงสุดถึง 150 เมกะไบต์/วินาที โดยเทคโนโลยี Serial ATA นี้ถูกคาดหวังว่าจะสามารถ ขยายช่องสัญญาณ (Bandwidth) ในการส่งผ่านข้อมูลได้เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และยังรองรับข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะ Hard Disk เพียงเท่านั้นที่จะมีการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ แต่ยังรวมไปถึง อุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อย่าง CD-RW หรือDVD อีกด้วย
 

รูปแสดง สายสัญญาณแบบ 
Serial ATA

          ด้วยการพัฒนาของ Serial ATA ทำให้ลดปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการส่งผ่านข้อมูลระหว่าง CPU ความเร็วสูงกับตัวHard Disk  ลงได้  ในอนาคต Serial ATA ยังแตกต่างจาก Hard Drive ที่ใช้อินเทอร์เฟซ Parallel ATA ซึ่งเป็นแบบขนาน เพราะอินเทอร์เฟซ Serial ATA นี้ มีการกำหนดให้ Hard Drive ตัวไหนเป็น Master (ตัวหลัก) หรือ Slave (ตัวรอง) ผ่านช่องเชื่อมต่อบนเมนบอร์ดโดยตรง  สามารถลดความยุ่งยากในการติดตั้งลงไป อีกทั้ง Hard Disk ประเภทนี้บางตัวยังรองรับการถอดสับเปลี่ยนโดยทันที (Hot Swap) ทำให้การเชื่อมต่อในลักษณะนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

Serial ATA ในปัจจุบัน
......ปัจจุบัน Parallel ATA กำลังถูกแทนที่ด้วย Serial ATA เนื่องจากปัญหาคอขวดที่เป็นอยู่คือ  มาตรฐานความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลบนคอนโทรลเลอร์ขนาด 40 พิน แม้จะสามารถทำเส้นทางรับ-ส่งเป็น 80 เส้น  ความเร็วก็ไม่เกิน 133เมกะไบต์/วินาที ขณะที่ Serial ATA มีขนาดของสายรับ-ส่งสัญญาณ  เพียง 7 พิน  มีอัตราเร็วขั้นต้นของ Serial ATA ในขั้นแรกที่ 1.5 กิกะบิต/วินาที และสิ่งที่โดดเด่นของ Serial ATA คือ Serial ATA II กับมาตรฐานความเร็ว 3.0 กิกะบิต/วินาที  และสูงสุดถึง 6.0 กิกะบิต/วินาที  ซึ่งเป็นเร็วที่สามารถสนับสนุนกับอุปกรณ์ที่จะออกมาได้ถึง 10 ปีเลยทีเดียว  โดยก่อนหน้าที่จะกำเนิด Serial ATA II แบบเต็มตัวนั้นสิ่งที่มาก่อนก็คือการรองรับเทคโนโลยี Native Command Queuing หรือ NCQ ที่มีเฉพาะ Serial ATA เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ได้จากเทคโนโลยี NCQ ก็คือความรวดเร็วในการเรียงชุดคำสั่งแบบใหม่ที่เลือกคำสั่งที่ใกล้ก่อน  ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ Hard Disk และระบบเร็วขึ้น
เทคโนโลยี Native Command Queuing (NCQ)

เทคโนโลยี Native Command Queuing (NCQ)
         (a)                                                              (b)    
รูปแสดงการอ่านข้อมูลของ ฮาร์ดดิสก์  (a) แบบไม่มี   NCQ  (b) แบบ  NCQ

จากรูปแสดงการอ่านข้อมูล จากจุด 1 -> 2 -> 3 -> 4 ซึ่งดูจากรูปแล้ว กว่าจะมาอ่านที่ 3 ได้ ก็หมุนเกือบ 1 รอบ ทำให้เวลาในการค้นหาข้อมูลทั้งหมด ยาวนานมาก ซึ่งเรียกว่า “คอขวด” ปัจจุบันวิธีแก้ปัญหาลดค่าLatency เพื่อลดเวลาการหมุนของหัวอ่าน โดยใช้ เทคโนโลยี Native Command Queuing
.........เทคโนโลยี Command Queuing มีลักษณะอยู่สองรูปแบบคือ Native Command Queuing (NCQ) ที่ใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ Serial ATA และ Tagged Command Queuing (TCQ) ที่ใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ SCSI ซึ่ง TCQ ได้ถือกำเนิดตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 โดยผนวกเข้าไว้ใน ATA 4 มาตรฐาน UltraATA ทำให้สร้างข้อได้เปรียบที่มีเหนือเครื่องพีซีเล็กน้อยในการเรียงชุดคำสั่งบนพื้นที่ดิสก์ (Logical Block Addressing) แต่เทคโนโลยีตัวนี้กลับค่อยหายไป ไม่เคยถูกนำมาใช้งานจริงจนกระทั่งมาเห็นคุณค่าที่แท้จริงในปัจจุบัน
.........เทคโนโลยี NCQ จะช่วยให้ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น จากความสามารถในการปรับปรุงและจัดเรียงชุดคำสั่งใหม่ทั้งในกระบวนการอ่านและบันทึกข้อมูล เพื่อให้ไดร์ฟมีความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด สมมติว่าข้อมูลชุดเดียวกันมีการกระจายข้อมูลอยู่เต็ม Hard Disk ไปหมด การเรียกใช้งานจึงเริ่มจาก 4 – 3 – 2 และ 1 ทำให้กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการมาจนครบมักเกิดความล้าช้าไปพอสมควร แต่ถ้าหาก Hard Disk Serial ATA ตัวนั้นมีเทคโนโลยี NCQ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฟสแรกของ Serial ATA II และสามารถใช้งานร่วมกับ Serial ATA 1.0 ได้ กระบวนการทำงานจะมองว่าข้อมูลชุดนั้นเป็นชุดเดียวกัน จะรวมเอาจุดที่ใกล้กันไว้ก่อนโดยตัดลำดับความน่าจะเป็นออกไป ทำให้ว่องไวต่อการเรียกใช้งานมากขึ้น
.........ปัจจุบัน Hard Disk ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานของ  Hard Disk ให้มีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเพียงพอสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ และคาดว่าในอนาคต เทคโนโลยีของ Hard Disk จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน

เจาะลึก 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor


intel-cpu-generation3-10

หลังจากที่ intel ได้ผลิต Processor Core i3 i5 i7 ขึ้นมานั้นก็เริ่มมาจาก Generation ที่ 1และ2ตามลำดับ และปัจจุบัน ทาง intel ก็ได้ปล่อยของออกมาใหม่ มันคือ CPU 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า intel Gen3 นั้นเอง แล้วไอ้เจ้า CPU intel Generation 3 มันมีดีอย่างไรละครับ
ตอนนี้ในตลาดบ้านเราก็มีแต่ 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor วางขายกันตามท้องตลาดกันเพียบแล้วครับ

3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor มันปรับอะไรให้ดีขึ้นมั้งละ วันนี้มีคำตอบ

1. Intel HD Graphics 4000 ใน 3rd Generation นั้น โดยทาง intel ได้บอกกล่าวว่า  Intel Core Processor 3rd Generation นั้นมีการทำงานได้เร็วมากกว่า Intel HD Graphics ของ Processor Gen2 และตอบโจทย์การแสดงผลภาพ 3 มิติขึ้นสูง ได้ดีกว่ามากกว่าเดิม
2. Intel Turbo Boost tehcnology 2.0 ทาง intel ได้เพิ่มประสิทธิการทำงานของ Core cpu มากขึ้นกว่าเดิม แถมยังประหยัดไฟได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ประมาณว่าเป็นอะไรที่ฉลาดๆสุดๆในการประมวลผลของการทำงาน ทำให้คุณทำงานอย่างไม่สะดุดกันเลยทีเดียว
3. Intel Quick Sync Video จากหัวข้อก็ให้แปลตามตัวเลยครับ ทาง Intel ได้ออกแบบการทำงานมาให้การตัดต่อไฟล์วีดีโอ การแก้ไขวีดีโอ การแปลงไฟล์ ทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่อย่าลืมนะครับ  ตัวแปรก็อยู่ที่ Harddisk ของเราด้วยครับ (ความเร็วรอบในการอ่าน/เขียน)
ผมจะพามาดู Spec ของ 3rd Generation Intel® Core™ i7 Processor ของ Notebook ก่อนนะ
3rd Generation Intel® Core™ i7  Processor
intel-cpu-generation3-1
intel-cpu-generation3-2
3rd Generation Intel® Core™ i5 Processor
intel-cpu-generation3-3
3rd Generation Intel® Core™ i3 Processor
intel-cpu-generation3-5

ต่อมาผมพาไปชม 3rd Generation Intel® Core™ i7 i5 i3 Processor ของ Desktop กันดีกว่า
3rd Generation Intel® Core™ i7 Processor
intel-cpu-generation3-6
intel-cpu-generation3-7
3rd Generation Intel® Core™ i5 Processor
intel-cpu-generation3-8
3rd Generation Intel® Core™ i3 Processor
intel-cpu-generation3-9

หลังจากอ่านกระทู้นี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแล้วเราก็ออกไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่กันดีกว่า T_T เอ๊ะไม่ใช่ ผมอยากจะบอกว่า อย่าไปตามเทคโนโลยีให้มาก เพราะคุณจะเสียตังอีกเยอะ แต่จงใช้เทคโนโลยีของคุณให้เกิดประโยชน์ที่สุดจะดีกว่า



ปัญหาแปลกๆ หลังเปลี่ยนแบตฯเมนบอร์ด


    ถาม: หลังจากผมพบปัญหาว่า คอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ชอบเปลี่ยนปีกลับไปเป็น 1998 เลยลองเปลี่ยนแบตฯ นาฬิกาบนเมนบอร์ด ซึ่งอาการดังกล่าวก็หายเป็นปลิดทิ้ง แสดงว่า ผมแก้ปัญหาถูกจุด แต่หลังจากนั้นผมกลับพบปัญหาใหม่ที่น่าแปลกใจ นั่นคือ ทุกครั้งหลังชัตดาวน์เครื่องได้ไม่กี่วินาที คอมพิวเตอร์จะบู๊ตเครื่องขึ้นมาใหม่ด้วยตัวมันเอง ไม้ตายสำหรับการแก้ปัญหาของผมก็คือ ดึงปลั๊กซะ เพื่อไม่ให้มันรีบู๊ตตัวเองได้อีก อาการที่ว่านี้ มันเริ่มเป็นตั้งแต่ผมเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ทราบจริงๆ ว่า ผมทำอะไรผิดตรงไหน คอมพิวเตอร์จึงมีอาการแปลกๆ ดังกล่าว ช่วยแนะนำด้วยครับ กลุ้มใจมากครับ

ตอบ: ส่วนใหญ่แล้วแบตเตอรี่แบ็กอัพไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยจ่ายไฟเลี้ยงวงจรนาฬิกาบนเมนบอร์ดเท่านั้น แต่ยังรับผิดชอบในส่วนของการจ่ายไฟให้กับส่วนที่เก็บรักษาค่าโปรแกรมต่างๆ ที่ได้ตั้งค่าไว้ใน BIOS (Basic Input Output System) ที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานของคอมพิวเตอร์ด้วย

แบตเตอรี่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ช่วยเลี้ยงวงจรนาฬิกาบนเมนบอร์ดเท่านั้น แต่ยังรับผิดชอบในส่วนของการจ่ายไฟให้กับส่วนที่เก็บรักษาค่าโปรแกรมต่างๆ ที่ตั้งไว้ใน BIOS ด้วย

จากอาการที่เล่ามา ผมเข้าใจว่า น่าจะเกิดจากการที่ค่าปรับแต่งการทำงานของ BIOS ถูกเปลี่ยนแปลงไป หรือถูกรีเซตกลับไปที่เริ่มต้นของเงื่อนไขการทำงานของมัน โดยอาจจะมีหนึ่ง หรือมากกว่านั้นที่เป็นค่ากำหนดให้คอมพิวเตอร์รีบู๊ต เช่น wake on LAN กำหนดให้คอมพ์ทำงานเมื่อมีสัญญาณการเชื่อมต่อของ LAN หรือ wake on ring กำหนดให้คอมพ์เริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อมีสายโทรศัพท์ (ที่ต่อกับโมเด็มของเครื่อง) เรียกเข้ามา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ปกติ BIOS จะเป็นหน่วยความจำชนิดไม่ต้องการไฟเลี้ยงตลอดเวลา และจะยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติโดยไม่ต้องมีแบตเตอรี่แบ็คอัพได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถ้าแบตเตอรี่ของคุณไม่ขาดใจทันที เช่น เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการช๊อตของหน้าสัมผัสแบตทั้งสอง สำหรับกรณีของคุณน่าจะแก้ไขได้ด้วยการเปิดโปรแกรมใน BIOS และยกเลิก หรือปิดบางฟังก์ชันที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะฟังก์ชันของ BIOS ที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขของการรีบู๊ตเครื่องคอมพิวเตอร์
สำหรับปุ่มบนคีย์บอร์ดที่ใช้สำหรับการเปิดโปรแกรม BIOS (หรือโปรแกรม setup ของ BIOS) น่าจะมีการระบุไว้ในคู่มือเมนบอร์ด หรือบางทีอาจจะแสดงบนหน้าจอตอนเปิดเครื่อง เช่น “To enter Setup press F1” เป็นต้น กรณีของคุณ ถ้าให้เดา เซคชั่นที่น่าจะเป็นสาเหตุของอาการปิดสวิตช์แล้วเครื่องรีบู๊ตเองน่าจะเป็น Power Management section ครับ ลองเข้าไปตรวจสอบ และปรับแต่งแก้ไขดูนะครับ ขอให้โชคดีครับ

ทิปจาก www.arip.co.th 

COMPUTER.TODAY