รับลงโปรแกรม Windows Xp Windows 7 Office2003 Office2007

ค่าบริการนอกสถานที่เริ่มต้นที่ 400 บาท รับลงโปรแกรม Windows Xp Windows 7 Office2003 Office2007 ดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดออกแบบห้องคอมพิวเตอร์ ตามสำนักงาน หรือโรงงาน ดูแลระบบแลนด์ Nekwork ประจำสำนักงาน Office หอพัก อพาร์ทเม้นท์ แมนชั่น เดินสายแลนด์ ตามชั้นต่าง ๆ วางระบบในสำนักงาน และแก้ไขระบบให้ดีกว่าเดิม รวม wifi wireless งานเกี่ยวกับเว็ปไซค์ ดูแลและอัพเดตเว็ป จดทะเบียนโดเมนเนม การอัพโหลดข้อมูลขึ้น Internet TEL. 083 - 792 - 5426

รับจัดทำเว็บไซด์

บริการโปรโมทเว็บไซต์ ด้วย SEO ขั้นตอนการทำ SEO รับข้อมูลของลูกค้า นำมาวิเคราะห์เพื่อหา keyword และวิเคราะห์คู่แข่ง ใช้เวลา 1-2 วัน ปรับปรุงโครงสร้างภายในของเว็บไซต์เพื่อให้ได้ผลดีต่อการ ทำ SEO ใน keyword นั้นๆ ใช้เวลา 7 วัน สร้างลิ้งค์จากภายนอกของเว็บไซต์เพื่อให้ได้ผลดีต่ออันดับ ใช้เวลา 1-3 เดือน ติดตามผล และรายงานลูกค้าเป็นระยะจนได้อันดับตามที่ตกลง ดูแลรักษาอันดับต่ออีก จนครบกำหนด 1 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่ม

Network

www.becomz.com ให้บริการติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network อะไรบ้าง รับออกแบบติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network อย่างง่ายตามงบประมาณที่ท่านมีอยู่ เพื่อให้เกิดประสิทธิ์ภาพสูงสุด ทั้งระบบเครือข่าย LAN, WAN, Network แบบเดินสาย (Wire LAN) และแลนไร้สาย (Wireless LAN) รับออกแบบติดตั้งวางระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, Network แบบเต็มรูปแบบทั้งภายในและภายนอกอาคาร ทั้งเป็นการเดินสายภายในอาคารด้วยสาย UTP CAT5, CAT5e, CAT6 ที่จะรองรับเครือข่ายแบบ Giga Bps และสาย Fiber optic เพื่อเชื่อมระหว่างอาคาร พร้อมอุปกรณ์ Bridge เพื่อเพิ่มระยะการใช้งานของระบบเครือข่ายให้กว้างไกลมากขึ้น รับปรับปรุง เครือข่ายที่มีอยู่เดิม จัดเก็บสาย LAN ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยใช้ RACK 19” และ Patch Panel เพื่อทำให้ง่ายและสะดวกในการทำ Maintenance ระบบเครือข่ายต่อไป รับ Upgrade ระบบเครือข่ายแลน LAN, WAN, จากระบบ 10/100 Mbps เป็นระบบ Gbps โดยการจัดเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่าย Switch Router และอุปกรณ์ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อให้ระบบทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รับปรึกษาดูแล แก้ไข บำรุงรักษา ระบบเครือข่ายของท่านเป็นสัญญารายปี จัดหาอุปกรณ์ Access Point, Wireless, Switch, Manage Switch, ADSL Router, Firewall, Print Server ตั้งแต่สำนักงานขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

ซ่อมคอมพิวเตอร์นอกสถานที่ บางกะปิ รามคำแหง

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

การรันตัวเลขลำดับแบบอัตโนมัติ



วันนี้มีคำถามทางอีเมล์ ถามว่า
(จากรูป) ขอคำแนะนำในการจะใส่ลำดับที่ของสัญญา ตั้งแต่คอลัมภ์ A4 จะทำอย่างไรให้รัน โดยไม่ต้องคีย์ เพราะมีจำนวนสัญญา มากกว่าพันรายค่ะ ตอนแรกได้ทดลองทำเองโดยพิมพ์สูตรที่ A4 =IF(B4="","",MAX(A$1:A3)+1) แต่ได้ตัวเลขไม่ถูกต้อง



แนวคิด

ที่จริง ผู้ถามก็มาถูกทางแล้วนะครับ เพราะจากสูตร =IF(B4="","",MAX(A$1:A3)+1) นั้น ก็สามารถรันเลขลำดับแบบอัตโนมัติได้เช่นกัน แต่การเช็คเงื่อนไขจากสูตรข้างต้นนั้น หมายถึงให้ตรวจสอบว่า ถ้าคอลัมน์ B เป็นเซลล์ว่าง ก็ไม่ต้องแสดงตัวเลขลำดับ แต่ถ้าไม่เป็นเซลล์ว่างก็ให้แสดงเลขลำดับ (โดยเอาค่ามากสุดที่อยู่ก่อนหน้า มาบวกเพิ่มอีกหนึ่ง)

ซึ่งหากดูจากไฟล์ตัวอย่าง (ดังรูป) จะเห็นว่า ในคอลัมน์ B นอกจากจะมีตัวเลข ที่เป็นเลขที่สัญญาแล้ว ยังมีบางแถวเป็นข้อความด้วย (คำว่า เลขที่สัญญา) ดังนั้น ถ้าคัดลอกสูตรลงมาทุกแถว สูตรนี้จึงแสดงตัวเลขลำดับในคอลัมน์ A ในทุกแถวที่คอลัมน์ B ไม่เป็นเซลล์ว่าง เช่น A4, A8, A9, A13 และ A14 เป็นต้น

ความต้องการคือ ให้แสดงเลขที่ลำดับ เฉพาะแถวที่คอลัมน์ B เป็นตัวเลข เลขที่สัญญา เท่านั้น ดังนั้น การตรวจสอบเงื่อนไข จึงต้องตรวจสอบเฉพาะแถวที่คอลัมน์ B เป็นตัวเลข เช่น

A4 =IF(ISNUMBER(B4),MAX(A$1:A3)+1,"")

เมื่อคัดลอกสูตรลงมาจะเห็นว่า แสดงผลลัพธ์ได้ถูกต้อง



มีสูตรอื่นๆ อีกมั๊ย?

นอกจากสูตรที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังสามารถใช้สูตรอื่นๆ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์เหมือนกันได้อีก เช่น

A4 =IF(ISNUMBER(B4),COUNT(A$1:A3)+1,"")

โดยฟังก์ชัน COUNT จะนับเฉพาะเซลล์ที่เป็นตัวเลข ซึ่งในกรณีนี้จะนับตั้งแต่ A1 ลงมาจนถึงเซลล์ก่อนเซลล์ปัจจุบัน โดยนับเฉพาะเซลล์ที่เป็นตัวเลขว่ามีกี่เซลล์ แล้วบวกค่าเพิ่มอีกหนึ่ง เนื่องจากกรณีนี้เรารันตัวเลขลำดับเรียงต่อเนื่องกัน ดังนั้น การนับจำนวนเซลล์ที่เป็นตัวเลข หรือดูเซลล์ที่มีค่ามากสุด แล้วบวกเพิ่มอีกหนึ่ง จึงได้ผลลัพธ์เท่ากัน


แต่ถ้าเลขที่สัญญาไม่ใช่ตัวเลขทั้งหมด อาจจะมีตัวอักษร หรือมีสัญลักษณ์อื่นแทรกอยู่ ทำให้ฟังก์ชัน ISNUMBER คืนค่าออกมาเป็นเท็จ สองสูตรข้างต้นจึงใช้ไม่ได้ เราอาจจะเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น เช่น นับจำนวนตัวอักษรของเลขที่สัญญา เช่น ถ้ารูปแบบเลขที่สัญญาเป็นลักษณะ 3000-2962 (มีจำนวน 9 ตัวอักษร) ก็แก้สูตรเป็น

A4 =IF(LEN(B4)=9,MAX(A$1:A3)+1,"") หรือ
A4 =IF(LEN(B4)=9,COUNT(A$1:A3)+1,"") ก็ได้เช่นกัน


ลองประยุกต์ใช้ดูนะครับ

การนับเฉพาะตัวอักษรที่ต้องการในช่วงเซลล์ที่ระบุ

ผมไปเจอคำถามหนึ่งในเว็บกูรู (http://guru.google.co.th) เกี่ยวกับ Excel คำถามประมาณว่า..
"ถ้าต้องการนับเฉพาะเซลล์ที่มีอักษรตัว m ในช่วงเซลล์ A1:A10 จะต้องใช้สูตรอย่างไร?"

เนื่องจากคำถามไม่มีไฟล์แนบหรือภาพประกอบ หลังอ่านคำถามแล้ว ผมจึงตีความได้สองลักษณะคือ
  1. ในช่วง A1:A10 นั้น แต่ละเซลล์มีอักษรแค่ตัวเดียว อาจจะเป็นตัว m, ตัว n, ตัว s หรืออื่นๆ แต่ต้องการนับเฉพาะตัว m เท่านั้นว่ามีอยู่กี่ตัว หรือ
  2. ในช่วงเซลล์ A1:A10 มีข้อความต่างๆ เช่น ann, max, joy, tem เป็นต้น ซึ่งในแต่ละข้อความนั้น มีอักษรตัว m อยู่ และต้องการนับว่ามีกี่เซลล์ที่มีอักษรตัว m

กรณีความต้องการโจทย์เป็นแบบที่หนึ่ง
จากรูป ถ้าโจทย์เป็นลักษณะแบบตารางที่ 1 ทางซ้ายมือ แบบนี้ไม่ยุ่งยากครับ ใช้หลักการ "นับจำนวนแบบมีเงื่อนไข" ซึ่งผมเคยเขียนแนะนำไปในบทความก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือการใช้ฟังก์ชัน COUNTIF เช่น
=COUNTIF(A1:A10,"m")
แต่การเขียนสูตรที่ดี ไม่ควรเอาเงื่อนไขใส่ลงไปในสูตรโดยตรง เพราะจะไม่สะดวกเวลาที่เราต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ให้ใส่เงื่อนไขหรือ ตัว m ไว้ในเซลล์หนึ่ง แล้วเขียนสูตรเพื่อแสดงผลลัพธ์ โดยอ้างอิงเงื่อนไขไปยังเซลล์นั้น ดังรูป


กรณีความต้องการโจทย์เป็นแบบที่สอง
จากรูปแรก ถ้าโจทย์เป็นลักษณะแบบตารางที่ 2 ทางขวามือ ก็จะยุ่งยากขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเราต้องนับเฉพาะเซลล์ที่มีอักษรตัว m ประกอบอยู่เท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องหาก่อนว่า ข้อความในเซลล์ไหนบ้าง ที่มีอักษรตัว m
วิธีที่ 1 การใช้สูตรแบบธรรมดา
วิธีนี้จะต้องทำอย่างน้อย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก ต้องหาว่าเซลล์ใดบ้างที่มีตัวอักษรที่เราต้องการ จากรูปด้านล่าง ผมใช้ฟังก์ชัน FIND เพื่อหาอักษร m ว่ามีอยู่ในข้อความหรือไม่ ซึ่งถ้ามี ฟังก์ชัน FIND ก็จะส่งผลลัพธ์เป็นตัวเลขออกมา แต่ถ้าไม่มี ก็จะส่งผลลัพธ์เป็น #VALUE
B1 =FIND("m",A1) Enter แล้วคัดลอกสูตรลงมาจนถึง B1
ขั้นตอนที่สอง ก็ทำการนับว่า จากขั้นตอนแรก มีผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขจำนวนกี่เซลล์ (ไม่สนใจว่าเป็นตัวเลขอะไร) โดยใช้ฟังก์ชัน COUNT ซึ่งฟังก์ชันนี้ จะนับเฉพาะเซลล์ที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
=COUNT(B1:B10)

วิธีที่ 2 การใช้สูตรแบบอะเรย์
ผมใช้วิธีการเขียนสูตร COUNT แบบอะเรย์ (Array) เพื่อให้สั้น และกระชับในขั้นตอนเดียว (ไม่จำเป็นต้องเขียนสูตรในคอลัมน์ B ก่อน เหมือนกับวิธีการแรก) โดยซ้อนฟังก์ชัน FIND ไว้ในสูตร เพื่อให้ FIND หาดูว่า มีอักษร m อยู่ในข้อความแต่ละเซลล์หรือไม่ ซึ่งถ้ามี ฟังก์ชัน FIND ก็จะส่งผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลข ที่เป็นตำแหน่งของตัว m ในข้อความ แต่ถ้าไม่พบตัว m ในข้อความ ก็จะส่งผลลัพธ์เป็นค่าผิดพลาด #VALUE!
เนื่องจากเราไม่สนใจว่าผลลัพธ์ของ FIND จะเป็นเลขอะไร เราสนใจแค่ว่า ผลลัพธ์นั้น "เป็นตัวเลข" (หาเจอ) หรือ "ไม่เป็นตัวเลข" (หาไม่เจอ) ซึ่งฟังก์ชัน COUNT ก็จะนับเฉพาะเซลล์ที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
=COUNT(FIND("m",A1:A10))
เมื่อพิมพ์สูตรแล้ว ให้กดแป้น Ctrl+Shit+Enter 3 แป้นพร้อมกัน สูตรจะเติมเครื่องหมายปีกกาให้โดยอัตโนมัติ
{=COUNT(FIND("m",A1:A10))}
ทำนองเดียวกัน การเขียนสูตรที่ดี ไม่ควรเอาเงื่อนไขใส่ลงไปในสูตรโดยตรง ดังนั้น ให้ใส่เงื่อนไขหรือ ตัว m ไว้ในเซลล์หนึ่ง แล้วเขียนสูตรเพื่อแสดงผลลัพธ์ โดยอ้างอิงเงื่อนไขไปยังเซลล์นั้น ดังรูปข้างต้น

หาชั่วโมงการทำงาน กรณีเลิกงานหลังเที่ยงคืน

วันนี้มีคำถามทางอีเมล์ สอบถามเกี่ยวกับการคำนวณชั่วโมงทำงาน กรณีทำงานข้ามวัน (หมายถึงเวลาเลิกงานเลยเที่ยงคืน เข้าสู่วันใหม่) ดังตัวอย่างข้างล่าง

เวลาเข้าทำงาน : วันที่ 9 พฤษภาคม 2554 เวลา 20:30 น.
เวลาออก : วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เวลา 02:45 น. (ตีสอง สี่สิบห้านาที)
ใน Excel ไม่ทราบว่าต้องใช้สูตรอะไรคะ ขอความกรุณาแนะนำด้วยค่ะ


แนวทางคำตอบ
สำหรับท่านที่มี CD "รวมไฟล์ตัวอย่าง Excel จากงานจริง" ชุดที่2 ลองเปิดดูในโฟลเดอร์ "213-ตัวอย่างการคำนวณเกี่ยวกับเวลา" จะมีไฟล์ตัวอย่าง เช่นเดียวกับกรณีนี้

เนื่องจากผู้ถามไม่ได้แนบไฟล์ตัวอย่างมาด้วย ผมจึงไม่ทราบว่า มีการบันทึกข้อมูลในลักษณะไหน แต่ถ้าดูจากโจทย์ เห็นว่าวันที่บันทึกในแบบปี พ.ศ. และก็ไม่รู้ว่า มีการเก็บวันที่และเวลา แบบมีตัวอักษรปนด้วยหรือเปล่า ดังนั้น ก่อนที่ผมจะตอบคำถาม จึงแนะนำไปว่า ให้บันทึกข้อมูลวันที่ ในแบบปี ค.ศ. เท่านั้น และบันทึกเวลา โดยการใช้จุดคู่ ( : ) ห้ามใช้เป็นทศนิยม

สำหรับคำถามนี้ ผมคิดว่าน่าจะมี 2 แนวทาง ขึ้นอยู่กับว่า มีการบันทึกข้อมูลในลักษณะใด


กรณีที่หนึ่ง
ถ้าบันทึกข้อมูลทั้งวันที่และเวลาลงในเซลล์เดียวกัน เช่น
เวลาเข้า 9/5/2011 20:30 และเวลาออก 10/5/2011 2:45
การหาจำนวนชั่วโมงการทำงาน สามารถหาได้จากสูตร

=เวลาออก - เวลาเข้า


แล้วจัดรูปแบบเซลล์ผลลัพธ์ให้เป็น h:mm


กรณีที่สอง
ถ้าบันทึกข้อมูล เฉพาะเวลาเข้า-ออกเท่านั้น โดยไม่มีวันที่ เช่น
เวลาเข้า 20:30 และเวลาออก 2:45
การหาจำนวนชั่วโมงการทำงาน สามารถหาได้จากสูตร

=(เวลาออก - เวลาเข้า) + (เวลาออก"<"เวลาเข้า)




ลองนำไปใช้ดูนะครับ

การหาวันครบระยะทดลองงานของพนักงาน

บริษัทแห่งหนึ่ง มีนโยบายให้ฝ่ายบุคลากร ดำเนินการประเมินผลพนักงานใหม่แต่ละคน ที่ใกล้จะครบระยะทดลองงาน ในช่วงประมาณ 15 วันก่อนครบกำหนด แต่ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน มีพนักงานเข้าใหม่เป็นจำนวนมาก


รูปที่ 1 ตารางเตือนสถานะการทดลองงานของพนักงานเข้าใหม่


เจ้าหน้าที่เกรงว่า จะตรวจสอบไม่ทั่วถ้วน จึงต้องการสร้างตารางเตือน ด้วย Excel ให้มีลักษณะข้อมูล และความสามารถในการแจ้งเตือน ดังรูปที่ 1 โดยมีเงื่อนไขหลักๆ ดังนี้
  1. วันครบทดลองงานคือ วันเริ่มงาน + 119 รวมเป็น 120 วัน
  2. ถ้าวันครบทดลองงานตรงกับวันปัจจุบัน ให้แสดงคำว่า "ครบวันนี้" ในช่องสถานะ
  3. ถ้าวันปัจจุบันเลยวันครบทดลองงานมาแล้ว ไม่ต้องแสดงข้อความใดๆ ในช่องสถานะ
  4. ถ้าวันปัจจุบันยังไม่ถึงวันครบทดลองงาน ให้แสดงจำนวนวันที่เหลือในช่องคำเตือน โดย
    • ถ้าเหลือเวลามากกว่า 15 วัน ในช่องสถานะ ให้แสดงคำว่า "ช่วงทดลองงาน"
    • ถ้าเหลือระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน ในช่องสถานะ ให้แสดงคำว่า "ช่วงประเมินผล"


อ่านเงื่อนไขแล้วมึนหรือเปล่าครับ แค่รู้วันที่ครบทดลองงานก็นับว่าเก่งแล้ว นี่ยังมีการตรวจสอบระยะเวลาอีก ว่าช่วงไหนคือช่วงทดลองงาน ช่วงไหนคือช่วงประเมินผล ดังนั้นหน้าที่ของเราคือ การตีโจทย์ให้แตก แล้วคิดวิธีเขียนสูตร หรือเลือกใช้ฟังก์ชัน เพื่อให้ตารางนี้ มีความเก่งในตัวเอง และให้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ

ขอให้คุณลองทำตารางข้อมูล ให้มีลักษณะเหมือนกับรูปที่ 2 เพื่อจะได้ลองทำไปพร้อมๆ กัน

รูปที่ 2 ตารางเตือนสถานะการทดลองงานของพนักงานเข้าใหม่


ก่อนอื่น ที่เซล F1 พิมพ์ =TODAY() เพื่อให้แสดงวันที่ปัจจุบัน
(อย่าลืมตั้งวันที่ในเครื่อง ให้ตรงกับวันปัจจุบันด้วยนะครับ)

จากความต้องการของโจทย์ วันครบทดลองงานคือ วันเริ่มงาน + 119 ดังนั้นในเซล G3 พิมพ์ =F3+119 เสร็จแล้วก็คัดลอกสูตรจาก G3 ลงมาที่ G4 ถึง G10


หมายเหตุ
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมวด 11 เรื่องค่าชดเชย กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังมาตรา 118 (1) กล่าวว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน..." ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นที่รู้กันว่า ช่วงหนึ่งร้อยยี่สิบวันดังกล่าวเราเรียกกันว่า "ช่วงทดลองงาน" กรณีที่จ้างพนักงานสักคนเข้ามาทำงาน และผลการปฏิบัติงานเห็นว่า "ไม่ไหวจริงๆ" ไม่สามารถที่จะพิจารณาเพื่อบรรจุแต่งตั้งได้ ฝ่าย HR จะต้องดำเนินการแจ้งการเลิกจ้าง ก่อนถึงวันครบทดลองงาน เพราะถ้าปล่อยจนถึงวันครบทดลองงาน ก็จะต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กำหนดใน มาตรา 118 (1) ด้วย


เมื่อทราบแล้วว่าพนักงานใหม่แต่ละคน จะครบทดลองงานในวันที่เท่าไรกันบ้าง ก็มาดูในส่วนที่เป็นคำเตือน เราจะเขียนสูตรเพื่อแจ้งเตือนตามที่โจทย์ระบุ ผมเห็นว่าการเขียนสูตรในช่องนี้ค่อนข้างง่าย เพราะเงื่อนไขไม่วุ่นวายมากนัก โจทย์บอกว่า "ถ้าวันปัจจุบันยังไม่ถึงวันครบทดลองงาน ให้แสดงจำนวนวันที่เหลือในช่องคำเตือน" วันที่เหลือก็คือ อีกกี่วันจะครบทดลองงาน ดังนั้น จำนวนวันที่เหลือ (I3) คือ วันครบทดลองงาน (G3) – วันปัจจุบัน (F$1) นั่นเอง

แต่หากลองพิจารณาดูจะเห็นว่า ถ้าวันปัจจุบันยังไม่ถึงวันครบทดลองงาน เมื่อวันครบทดลองงาน – วันปัจจุบัน ก็จะได้เป็น "ค่าบวก"แต่ในทางกลับกัน ถ้าวันปัจจุบันเลยวันครบทดลองงานแล้ว ก็จะได้เป็น "ค่าลบ" คงจะดูตลกมากถ้าบอกว่า "เหลืออีก (–5) วันจะครบทดลองงาน"

เราจึงเพิ่มเงื่อนไขว่า ถ้าวันปัจจุบันยังไม่ถึงวันครบทดลองงาน ก็ให้เอาวันครบทดลองงาน – วันปัจจุบัน แล้วแจ้งเตือนว่าเหลืออีกกี่วัน แต่ถ้าวันปัจจุบันเท่ากับวันครบทดลองงานพอดี หรือเลยวันครบทดลองงานไปแล้ว ก็ไม่ต้องแจ้งเตือนใดๆ ดังนั้นในเซล I3 เราจึงเขียนสูตรใหม่โดยมีฟังก์ชัน IF เข้ามาตรวจสอบ และใช้เทคนิคการรวมข้อความมาช่วยดังนี้

=IF(F$1<$G3 , "เหลืออีก "&$G3-F$1&" วัน" , "")


เสร็จแล้วก็ทำการคัดลอกสูตรจาก I3 ไปยัง I4 ถึง I10 สังเกตว่า พนักงานคนที่ครบกำหนดทดลองงานในวันนี้ (11/07/2006) พอดี หรือพ้นระยะทดลองงานมาแล้ว จะไม่มีคำแจ้งเตือนใดๆ ในช่องคำเตือน แต่สำหรับคนที่ยังไม่ครบทดลองงาน ก็จะแสดง จำนวนวันที่เหลือให้ทราบ ดังรูปที่ 1

คราวนี้ลองมาดูในช่องสถานะกัน บ้าง ช่องนี้มีเงื่อนไขค่อนข้างมากกว่าช่องอื่นๆ ซึ่งอ่านจากโจทย์แล้วค่อนข้างจะสับสน ผมก็เลยเขียนออกมาเป็นแผนผัง เพื่อให้ดูง่ายขึ้น ดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 แผนผังแสดงแนวคิดในการแสดงข้อความในคอลัมน์ "สถานะ"


จากแผนผังจะเห็นว่า ในขั้นตอนแรกเราจะตรวจสอบดูก่อนว่า วันปัจจุบัน (F$1) เลยกำหนดครบทดลองงาน (G3) หรือยัง ซึ่งถ้าเกินวันแล้ว ก็ไม่ต้องแสดงข้อความใดๆ (หรือใครจะให้แสดงข้อความว่า "เกินวันแล้ว" ก็ไม่ว่ากันครับ)

ถ้าวันปัจจุบัน (F$1) ยังไม่เกินกำหนดครบทดลองงาน (G3) แต่ตรงกับวันครบทดลองงานพอดี (F$1=G3) ก็ให้แสดงคำว่า "ครบวันนี้"

ส่วนเงื่อนไขสุดท้ายคือ ถ้าวันปัจจุบัน (F$1) ยังไม่ถึงกำหนดทดลองงาน (น้อยกว่า G3) ก็ทำการตรวจสอบว่า ยังเหลืออีกกี่วัน (G3-F$1) ซึ่งถ้าเหลือมากกว่า 15 วัน ให้แสดงข้อความว่า "ช่วงทดลองงาน" มิฉะนั้นแล้วก็ให้แสดงข้อความว่า "ช่วงประเมินผล"

รวมแล้วมีด้วยกันทั้งสิ้น 3 เงื่อนไข ผมใช้ฟังก์ชัน IF ซ้อนกัน 3 ชั้น โดยพิมพ์สูตรที่ H3 ดังนี้

=IF(F$1>G3,"",IF(F$1=G3, "ครบวันนี้",
IF(G3-F$1>15, "ช่วงทดลองงาน""ช่วงประเมินผล")))


เนื่องจากเราใช้ฟังก์ชัน IF ซ้อนกัน 3 ชั้น ดังนั้น ให้ระวังเรื่องของ เครื่องหมายวงเล็บเปิด วงเล็บปิด จุลภาค หรือเครื่องหมายคำพูด เพราะถ้าตกหล่นหลงลืมกันไปบ้าง จะทำให้สูตรมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ รวมถึงเครื่องหมายที่ใช้ ตรึงแถวตรึงคอลัมน์ด้วย ($) เพื่อความสะดวกในการคัดลอกสูตร นอกจากนี้ สูตรที่แสดงในตัวอย่างด้านบน จะต้องพิมพ์ให้อยู่ในบรรทัดเดียวกันด้วยนะครับ


การจัดรูปแบบเซล

มีคำถามว่า อยากให้พื้นเป็นสีแดง เมื่อสถานะ "ช่วงประเมินผล" และอยากให้ตัวหนังสือเป็นสีแดง ขึ้นเมื่อสถานะ "ครบแล้ว" เราต้องใช้สูตรยังไง

เราก็จะใช้การจัดรูปแบบตามเงื่อนไข (Conditional Formatting) โดยปฏิบัติดังนี้1. เลือกช่วงเซล H3 ถึง I10
2. เข้าเมนู Format > Conditional formatting...
3. ในช่องกลาง เปลี่ยนจาก between เป็น equal to
4. ในช่องขวามือ พิมพ์ ="ครบแล้ว" แล้วคลิกที่ปุ่ม Format ด้านล่าง
5. ที่แท็ป Font เลือกสีตัวอักษรเป็นสีแดง แล้วคลิกปุ่ม OK
6. คลิกที่ปุ่ม Add >> (เพื่อเพิ่มเงื่อนไข)
7. ในช่องกลาง เปลี่ยนจาก between เป็น equal to
8. ในช่องขวามือ พิมพ์ ="ช่วงประเมินผล" แล้วคลิกที่ปุ่ม Format ด้านล่าง
9. ที่แท็ป Font เลือกสีตัวอักษรเป็นสีขาว
10. ที่แท็ป Patterns เลือกสีพื้นเป็นสีแดง แล้วคลิกปุ่ม OK
11. แล้วคลิกปุ่ม OK อีกครั้งหนึ่ง

ลองฝึกดูนะครับ

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สร้างข้อความแบบ wave โดย Illustrator

1. สร้าง file ใหม่ค่ะ โดยเลือกสีเป็น RGB
2. ทำการพิมพ์ข้อความตามที่ต้องการค่ะ
3. เลือก Selection Tool ซึ่งเป็นรูปลูกศรสีดำค่ะ แล้วไปคลิกเลือกที่ข้อความ แล้วไปที่ Object > Expand จะได้ตามด้านล่างค่ะ
4. เืลือกที่ Line Segment Tool แล้วทำการลากเส้นตามดานล่างค่ะ
กด V ที่แป้นพิมพ์ แล้วทำการเลือกข้อความและเส้น แล้วเลือก Pathfinder peltte (Shift+F9) แล้วเลือกที่ Divide Tool
5. เลือก Direct Selection Tool (A) และเลือกที่ด้านครึ่งบนของขอ้ความค่ะ จากนั้นให้สีตามต้องการโดยไปที่ Window > Swatches
เลือกที่ครึ่งล่างของข้อความแล้วใส่สีค่ะ
เลือกที่ตัว D และ E โดยใช้ Direct Selection Tool แล้วกด delete ค่ะ เพื่อทำตัว D และ E ให้เป็นตามด้านล่างค่ะ
6. กดตัว V ที่แป้นพิมพ์ค่ะ แล้วกด Ctrl+C จากนั้น Ctrl+F แล้วไปที่ Swatches ค่ะ แล้วทำการเลือกที่แบบไล่สีขาว ดำ ค่ะ
กด Shift+F10 แล้วทำการตั้งค่าเป็น Screen และ Opcaity = 70 แล้ว Enter ได้เลยค่ะ
7. กดลูกศรบนแป้นพิมพ์เพื่อเลื่อนข้อความไปทางขวากด 2 ครั้งค่ะ แล้วกดลงล่างอีก 2 ครั้งค่ะ จากนั้นกดตัว V และเลือกข้อความทั้งสองแล้วไปที่
Effect > Stylize > Drop Shadow
8. เลือก Effect > Warp > Wave แล้วเลือกที่ Horizontal ตั้งค่า Bend = 50 , Distortion Horizontal = 0 , Vertical = 0
10. เลือก Rectangle Tool แล้้วทำการวาดสี่เหลี่ยมค่ะ จากนั้นไปที่ Swatches แล้วทำการเลือกการไส่สีตามด้านล่างค่ะ
11. เลือกรูปสี่เหลี่ยมแล้วกด F9 จากนั้นทำการตั้งค่าสีจาก Swatches ตามด้านล่างค่ะ
12. Effect > Stylize > Drop Shadow แล้วไปที่ Effect > Distort & Transform > Zig Zag ตั้งค่า Size = 10, Relative, Ridges per segment = 4, Point =Smooth
กด Shift+F10 แล้วตั้งค่า Opacity = 50
13. เลือก Selectiong Tool หลังจากนั้นกด Alt แล้ว คลิกที่รูปใหม่ที่สร้างขึ้นแล้วทำการลากลงเพื่อทำการคัดลอก
Effect > Warp > Arc ตั้งค่าเป็น Horizontal , Bend = 25 , Distortion Horizontal = 0 , Vertical = 0
เลือกที่รูปแล้วคลิกขวา > Arrange > Send to Back จะได้ตามด้านล่างค่ะ